CHATEAU DE CHENONCEAU

ปราสาทหรือพระราชวังที่เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวรองลงมาจากพระราชวังแวร์ซาย (Chateau de Versailles) ก็คือปราสาทเชอนองโซ (Chateau de Chenonceau) ที่เป็นปราสาทสไตล์เรเนซองส์ (Renaissance) ตั้งอยู่ในลุ่มแม่น้ำลัวร์ (Loire Valley) ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาบนแม่น้ำเชอ (Cher) ที่เชื่อมกับฝั่งท่าแม่น้ำด้วยสะพาน Pont Chateau นอกจากจะมีความสวยงามแล้วยังมีประวัติศาสตร์และความเป็นมามากมายซ่อนอยู่ภายใต้ปราสาทแห่งนี้ด้วย 

 

ประวัตศาสตร์ความเป็นมาของปราสาทอันยาวนาน

ปราสาทเชอนองโซถูกสร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 16 ประมาณปี 1514-1522 เพื่อเป็นทรัพย์สินให้แก่ตระกูลสูงศักดิ์ตระกูลหนึ่ง เมื่อสมัยก่อน ปราสาทเชอนองโซมีชื่อเรียกว่า "Château des Dames" มาจากการที่พระเจ้าอ็องรีที่ 2 (Henri II) ได้ทำการยกปราสาทแห่งนี้แก่ภรรยาเก็บ ดิอาน เดอ ปัวติเย่ร์ (Diane de Poitiers) ผู้ที่ซึ่งมีอิทธิพลสูงสุดในการออกแบบปราสาทแห่งนี้ และแรกเริ่มเดิมทีนั้นปราสาทที่แรกที่สร้างขึ้นตั้งอยู่ห่างจากที่ตั้งปัจจุบันประมาณ 600 เมตร ถูกไฟไหม้เสียหายจนหมด เหลือเอาไว้เพียงปราสาทที่ตั้งอยู่ในปัจจุบันนี้

เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ปราสาทแห่งนี้ก็ได้ถูกใช้เป็นโรงพยาบาลทหารที่คอยดูแลรักษาเหล่าทหารที่บาดเจ็บมาจากการทำสงครามกว่าพันราย

 

ทางเดินเข้าไปในปราสาทผ่านทิวแถวต้นไม้ใหญ่ สร้างความร่มรื่นให้แก่พื้นที่ได้เป็นอย่างดี เมื่อเดินผ่านทิวต้นไม้ไปเรื่อยๆ ปราสาทอันแสนงดงามก็จะค่อยๆปรากฏสู่สายตาทีละนิดๆ

 

ลักษณะของตัวปราสาทนั้นมีจุดเด่นและความแตกต่างที่ไม่เหมือนปราสาททั่วไปที่เราเคยเห็นกัน มีการผสมผสานสไตล์กอธิค (Gothic) และเรเนซองส์ (Renaissance) เข้าด้วยกัน สร้างโดยสถาปินิก 2 ท่านได้แก่ Philibert de l'Orme และ Jean Bullant

 

ปราสาทแห่งนี้มีความโอ่อ่าและกว้างขวางและแต่ละพื้นที่ก็มีการตกแต่งที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เกิดความตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก

 

ที่ห้องเก็บผลงานศิลปะและห้องสวดมนต์นั้น ตัวกำแพงทำขึ้นมาจากหินปูน ที่เป็นวัสดุที่หาได้เฉพาะที่ลุ่มแม่น้ำลัวร์เท่านั้น เจ้าหินปูนนี้เองก็ถูกนำมาสร้างเป็นกำแพงด้านนอกของตัวปราสาทด้วยเช่นกัน 

 

ห้องนอน เตียงนอน ตู้เก็บของ และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆที่ผ่านการใช้งานจริง ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมานานเป็นร้อยปีแล้ว แต่ยังคงมีการเก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี บอกเล่าเรื่องราวและการใช้ชีวิตในสมัยก่อนได้อย่างไม่มีที่ติ

 

ของสะสมที่บอกเล่าเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา

คอลเลคชั่นของสะสม ผลงานศิลปะ และเฟอร์นิเจอน์ ต่างถูกนำมาเรียงรายตั้งโชว์ในห้องต่างๆที่เปิดให้สาธารณชนเช้าชม มากไปกว่านั้นยังมีผลงานของ Rubens, Primaticcio, Tintoretto และผลงานอีกมากมายจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Louvre) นำมาจัดแสดงที่นี่อีกด้วย

 

ผ้าปูเตียง พรม เก้าอี้บุหนัง เฟอร์นิเจอร์ต่างๆเหล่านี้ต่างเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดที่ผู้คนในอดีตต่างใส่ใจในการที่จะสร้างผลงานชิ้นนั้นๆขึ้นมา

 

ตามห้องต่างๆมีการนำดอกไม้มาประดับตกแต่ง ทำให้เกิดบรรยากาศของความเป็นหญิงสาวรูปงาม พาลทำให้นึกถึงผู้ที่เคยอยู่อาศัยมาก่อนหน้านี้

 

ห้องครัวที่ดูเหมือนจะธรรมดาก็ไม่ธรรมดาซะทีเดียว เครื่องครัวสารพัดอย่างต่างทำมาจากทองแดงทั้งสิ้น ทำให้ดูเป็นห้องครัวในสมัยศตวรรษที่ 16 อย่างแท้จริง

 

นอกจากด้านในตัวปราสาทแล้วก็ยังมีในส่วนของสวนหย่อมด้านนนอกที่ต้นไม้ต่างถูกจัดเรียงเป็นแพทเทิร์นสวนงาม เปิดให้สาธารณชนเข้าไปเดินเล่นได้

 

ดอกไม้เหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่ให้ความสวยงามแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ว่ามีจุดประสงค์อย่างอื่นด้วย นั่นก็คือเพื่อเป็นการบ่งบอกว่าไวน์ในห้องเก็บไวน์นั้นยังคงอยู่ในสภาพที่ดีอยู่มั้ย เมื่อดอกไม้เหล่านี้บาน นั่นหมายความว่าไวน์ยังคงอยู่ในสภาพที่ดี ทำให้มีการปลูกพุ่มกุหลายเหล่านี้เต็มพื้นที่ไปหมด

 

ตัวปราสาทนั้นถูกล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่มและสวนดอกไม้ที่ปลูกโดยดิอาน เดอ ปัวติเย่ร์ และอย่าลืมลงไปเดินเล่นที่สวนหย่อมด้วยเพื่อที่จะเก็บภาพปราสาทแบบเต็มๆแบบนี้

 

O'bon Paris' tip

เยื้องไปจากสวนหย่อมนั้นมีร้านอาหารตั้งอยู่ แน่นอนว่าถ้าแวะรับประทานอาหารกลางวันหรือดินเนอร์ที่นี่ จะได้ทั้งอาหารที่อร่อย ราคาไม่แพง และวิวปราสาทที่สวยงามไม่เหมือนที่ร้านอาหารร้านไหนแน่นอน

และการเข้าชมตัวปราสาทเชอนองโซและสวนหย่อมนั้นใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 2-3 ชั่วโมง ในพื้นที่ของสวนหย่อมนั้นมักจะเป็นที่โปรดปรานของเด็กๆ ถ้าหากว่าใครกำลังวางแผนจะมาเที่ยวที่ปราสาทแห่งนี้แบบไปเช้าเย็นกลับจากกรุงปารีส แนะนำว่าให้ลองแวะเข้าไปเที่ยวที่ปราสาทชองบอร์ด (Chateau de Chambord) ด้วย อยู่ห่างจากปราสาทเชอนองโซโดยรถยนต์ประมาณ 1 ชั่วโมง

 


เรื่อง: Aphinya Kasemsukphaisan

ภาพ: Pierre Ieong 



แชร์

แฮชแท็ก