CALDER-PICASSO

นิทรรศการแปลกใหม่ที่หาชมได้ที่พิพิธภัณฑ์ Musée National Picasso-Paris เท่านั้น

Calder Musee de Picasso Paris

 พิพิธภัณฑ์ศิลปะใจกลางย่านเลอมาเรส์

พิพิธภัณฑ์ Musée National Picasso-Paris เปิดให้บริการครั้งแรกตั้งแต่ปี 1985 ตั้งอยู่ที่ใจกลางย่านเลอมาเรส์ (Le Marais) และมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาในเวลาไม่นานจากการเป็นสถานที่จัดเก็บผลงานที่ใหญ่ที่สุดของศิลปินชื่อดังอย่างปาโบล ปิกัสโซ่ (Pablo Picasso) ผลงานกว่า 5,000 ถูกจัดเก็บเอาไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด รูปปั้นแกะสลัก ภาพเขียน เครื่องปั้นเซรามิค สื่อสิ่งพิมพ์ งานแกะสลัก อีกทั้งยังมีเอกสารสำคัญมากมายของปิกัสโซ่อีกกว่า 10,000 ชิ้น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่ Hôtel Salé ถูกสร้างขึ้นเมื่อสมัยศตวรรษที่ 17 ตัวอาคารจึงมีความสวยงามตามแบบฉบับสมัยนั้น ด้วยตัวอาคารที่เป็นอาคารเก่าแก่ ตรงกันข้ามกับการตกแต่งภายในที่หรูหรา และผลงานสไตล์โมเดิร์นของศิลปินชาวสเปนชื่อดัง ดูเหมือนว่าความแตกต่างเหล่านี้จะเป็นความแตกต่างที่ลงตัวกันเป็นอย่างมาก บ่งบอกถึงความเป็นย่านเลอมาเรส์ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามที่ย่านนี้ได้ถูกรีโนเวทใหม่เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ปัจจุบันนี้จึงกลายเป็นย่านที่เต็มไปด้วยร้านบูทีค ดีไซน์เนอร์ และคาเฟ่มากมาย

นิทรรศการล่าสุดของพิพิธภัณฑ์ Musée National Picasso-Paris แห่งนี้คือนิทรรศการ "Calder - Picasso" จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์จนถึงวันที่ 25 สิงหาคม 2562 เลยทีเดียว นิทรรศการนี้ให้ความสนใจไปยังความสัมพันธ์ของผลงานของศิลปินผู้มีอิทธิพลต่อศิลปะในสมัยศตวรรษที่ 20 นั่นก็คืออเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์ (Alexander Calder) (1898-1976) นักแกะสลักชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาจากโมบายแขวนรูปแบบต่างๆ และปาโบล ปิกัสโซ่ (1881-1973)

 

ศิลปะแห่งศตวรรษที่ 20 Calder Picasso

ศิลปินผู้ปฏิวัติวงการศิลปะแห่งศตวรรษที่ 20

ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์ศิลปะแขนงใหม่ในศตวรรษที่ 20 อย่างปิกัสโซ่และคาลเดอร์นั้นต่างก็มีชื่อเสียงจากผลงานที่แตกต่างกัน ทางปิกัสโซ่นั้นมีชื่อเสียงโด่งดังจากผลงาน Blue and Rose Period, Cubistic และผลงานสไตล์ Abstract ในขณะที่คาลเดอร์นั้นเป็นที่รู้จักกันจากผลงานการแกะสลักที่มีโครงสร้างที่แปลกใหม่และไม่เหมือนใคร กว่าครึ่งชีวิตของคาลเดอร์นั้นได้อยู่อาศัยที่กรุงปารีส ขณะนั้นเขาก็ได้รับแรงบันดาลใจเหล่าศิลปินล้ำยุค (Avant-Garde) และการใช้ชีวิตในวัฒนธรรมที่ค่อนข้างเข้มข้นในสมัยนั้น คาลเดอร์ได้พบเจอกับปิกัสโซ่เมื่อปี 1931 โดยเขาทั้ง 2 รับรู้ได้ทันทีว่าต่างคนต่างมีความคิดและความสนใจเหมือนกันในการสำรวจพื้นที่และรูปร่าง 

ที่นิทรรศการนี้คุณจะได้พบกับวิธิการที่ศิลปินชื่อดังทั้ง 2 ทำการปฏิบัติต่อความว่างเปล่าและจับการเคลื่อนไหวของวัตถุในอากาศอย่างไร

 

พิพิธภัณฑ์ฟิกัสโซ่ Calder Picasso ปารีส

นิทรรศการนี้จัดตั้งแต่ชั้น Ground เมื่อเดินเข้าไปด้านในจะพบกับผลงานบางชิ้นของคาลเดอร์ต้อนรับอยู่ที่ห้องโถง พร้อมกับมีบันไดทอดยาวขึ้นไปด้านบนซึ่งเป็นบันไดสไตล์ซิกเนเจอร์ของทางพิพิธภัณฑ์ ความต้องการที่แท้จริงของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้นคือการจัดแสดง "Chef d'Oeuvres" หรือผลงานชิ้นเอกของศิลปินทั้ง 2 ท่านนี้โดยสะท้อนความคิดของพวกเขาเกี่ยวกับแนวความคิดที่เป็นนามธรรมของพื้นที่ว่างเปล่าไม่มีที่สิ้นสุด ระหว่างที่เดินชมผลงานคุณก็จะรู้สึกได้ถึงการมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์และงานศิลปะ

โดยการเข้าชมนิทรรศการนี้ จะทำให้คุณสามารถติดตามวิวัฒนาการของศิลปะและปรัชญาของคาลเดอร์และปิกัสโซ่ได้ โดยแต่ละผลงานจะมีคำอธิบายกำกับอยู่ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส

 

พิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ่ ปารีส Calder Mobile

1

ALEXANDER CALER - MOBILE (1937)

ในห้องแรกคือห้องจัดแสดงผลงานมาสเตอร์พีซของคาลเดอร์ที่มีชื่อว่า "Mobile" ผลงานศิลปะแนวใหม่นี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1931 โดยเป็นผลงานแกะสลักที่ขยับได้ด้วยมอเตอร์ชิ้นเล็กๆ หลังจากนั้นมาร์แซล ดูว์ช็อง (Marcel Duchamp) หนึ่งในผู้ถือลัทธิดาดานิยม (Dadaists) ได้ตั้งชื่อให้ผลงานชิ้นนี้ว่า "Mobile" 

 

พิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ่ Calder ปารีส

2

ALEXANDER CALDER - HERCULES AND LION (1928)

คาลเดอร์นั้นถือกำเนิดขึ้นมาในครอบครัวนักแกะสลัก ตั้งแต่เล็กจนโต เขามีความคุ้นเคยกับวัสดุที่เป็นโลหะเป็นอย่างมาก จึงทำให้เกิดเป็นผลงานชิ้นนี้ขึ้นมา คาลเดอร์ได้บิดโลหะเส้นเล็กๆให้เกิดเป็นรูปร่างต่างๆขึ้นมา ซึ่งถือเป็นวัสดุที่แปลกใหม่ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในสมัยศตวรรษที่ 20 เป็นอย่างมาก ผลงานชิ้นใหญ่ที่สุดในห้องนี้เห็นจะเป็นรูปของเฮอร์คิวลิส (Hercules) และสิงโตที่เขากำลังต่อสู้อยู่ รูปร่างจากเหล็กเส้นเหล่านี้อาจจะดูธรรมดาเกินไป หากแต่ว่าถ้ามองดูดีๆแล้ว รูปร่างเหล่านี้ต่างเป็นสามมิติทั้งหมด ลองเดินรอบๆแต่ละชิ้นดูก็จะเห็นได้ว่ามันให้ใบหน้าและรูปร่างที่แตกต่างกันออกไป

 

พิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ่, Nu couche, Calder Picasso

3

PABLO PICASSO - NU COUCHE (1932)

กล่าวถึงประเด็นที่เป็นที่กล่าวถึงมาช้านาน "A Lying Nude" หรือภาพโป๊เปลือย สิ่งนี้ได้ถูกปิกัสโซ่สื่อสารออกมาผ่านทางผลงานของเขา โดยได้แบ่งเอาร่างกายของหญิงสาวออกเป็นหลายๆส่วน

Françoise Gilot และ Carlton Lake ได้เขียนเอาไว้ในหนังสือ "Life with Picasso" ในปี 1990 เอาไว้ว่า “When you look at Cézanne’s apple, you see that he hasn’t really painted apples, as such. What he did was to paint terribly well the weight of space on their circular form. (...) It’s the rhythmic thrust of space on the form that counts” ก็เปรียบเสมือนกับภาพนี้ที่เมื่อมองเข้าไปแล้วกลับไม่ได้ดูเหมือนภาพหญิงสาวโป๊เปลือยแต่อย่างใด หากแต่ให้ความรู้สึกที่สงบเงียบในความว่างเปล่าและความสมบูรณ์ในขณะเดียว ปิกัสโซ่ได้ยืนยันความสัมพันธ์ของ 2 สิ่งที่ตรงกันข้ามกันเอาไว้ว่า ความสมบูรณ์ของวัตถุได้ถ่วงเอาความว่างเปล่าเอาไว้ในน้ำหนักที่เท่าๆกัน

 

พิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ่, Guernica, 20th century art

4

PABLO PICASSO - LE TAUREAU (1945-1946)

หลังจากสมัยยุคสงครามกลางเมืองของประเทศสเปน ผลงานของปิกัสโซ่ก็เริ่มมีสีที่เข้มขึ้นเนื่องจากสไตล์การเขียนภาพของเขานั้นดูจะแข็งกระด้างและรุนแรงมากขึ้น ซีรี่ส์ภาพพิมพ์หินที่เห็นอยู่ด้านบนนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของวัวกระทิงทั้งหมด 10 แบบด้วยกัน โดยจะเห็นได้ว่าภาพจากทางซ้ายสุดจะเป็นภาพวัวกระทิงแบบคลาสสิค ไล่มาเรื่อยๆจนกลายมาเป็นภาพวัวกระทิงในสไตล์ Abstract ที่เตือนให้นึกถึงประติมากรรมลวดของคาลเดอร์

 

พิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ่ ปารีส, Femme au fauteuil, Calder Picasso

5

PABLO PICASSO - FEMME AU FAUTEUIL ROUGE (1947)

ภาพของหญิงสาวที่กำลังนั่งอยู่นั้นเป็นภาพที่ปิกัสโซ่มักจะกล่าวถึงบ่อยๆ โดยปิกัสโซ่ได้ใช้ภาพของหญิงสาวผู้นี้เป็นตัวแทนในการวาดภาพแบบเรียบง่ายโดยใช้เพียงเส้นไม่กี่เส้นเท่านั้น

 

Calder Picasso, Paris, Grande vitesse

6

ALEXANDER CALDER - LA GRANDE VITESSE (1969)

และผลงานชิ้นนี้ก็เป็นอีกหนึ่งชิ้นที่เกิดจากความอัจฉริยะทางวิศวกรรมของคาลเดอร์ที่นำมาผสมผสานกับศิลปะ คาลเดอร์ได้ใช้วัตถุแบบ 2 มิตินำมาสร้างเป็นผลงานแบบ 3 มิติขึ้นมา เพื่อให้เกิดรูปร่างต่างๆขึ้นมา และด้วยการเล่นกับน้ำหนักและสีสันของผลงานชิ้นนี้ ทำให้ดูมีความคิดสร้างสรรค์ขึ้นไปอีก

 

 

พิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ่ ปารีส ย่านเลอมาเรส์

O'bon Paris' tip

เมื่อไปถึงที่นี่แล้วอย่าลืมที่จะเช่า Audio Guide ไปด้วยเพื่อจะได้เรียนรู้ถึงความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์และผลงานชิ้นต่างๆ พิพิธภัณฑ์ Musée National Picasso-Paris แห่งนี้มีชื่อเสียงทั้งในหมู่ชาวปารีเซียงและนักท่องเที่ยว และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาในการต่อคิว แนะนำว่าให้ซื้อตั๋วออนไลน์ล่วงหน้าไปเลย และอย่าลืมดาวน์โหลดคูปองส่วนลดจาก O'bon Paris เพื่อรับส่วนลดทันที 2€ หรือสำหรับใครที่ถือ Museum Pass อยู่ก็สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์นี้ได้เลยในราคานักเรียนหรือ Reduced Price 

หลังจากเข้าชมพิพิธภัณฑ์เรียบร้อยแล้วก็อย่าลืมไปเดินเล่นในย่านเลอมาเรส์ ย่านที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของกรุงปารีส และถ้าหากต้องการเติมพลัง ลองไปรับประทานวาฟเฟิลร้อนๆที่ร้าน Méert Patisserie บอกได้เลยว่าพลังจะกลับมามากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

 


เรื่อง: Aphinya Kasemsukphaisan

ภาพ: Yuna Lee

ข้อมูล

ที่อยู่: 5 Rue de Thorigny, 75003 Paris

การเดินทาง: เมโทรสถานี Saint-Paul (สาย 1) หรือสถานี Saint Sébastien Froissart (สาย 8)

ระยะเวลาการจัดงาน: วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 25 สิงหาคม 2562

เวลาทำการ: วันอังคารถึงวันศุกร์ 10:30-18:00 / วันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 09:30-18:00

ราคา: ผู้ใหญ่ 14€ / นักเรียน 11€ / ฟรีทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

Audio Guide: ผู้ใหญ่ 5€ / นักเรียน 4€ (ภาษาฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษ ภาษาสเปน ภาษาเยอรมัน และภาษาจีน)